
ตารางเวลานอนตามวัย ลูกควรนอนกี่ชั่วโมง
เรียบเรียงโดยทีมงานอยากให้ลูกสูง · อ้างอิงกรมอนามัย/WHO · อัปเดตล่าสุด 27 มิถุนายน 2569
คุณแม่เคยนับไหมคะว่าลูกนอนหลับไปกี่ชั่วโมงต่อคืน? หลายบ้านรู้สึกว่าลูกนอนได้นะ แต่ไม่แน่ใจว่า "พอ" หรือเปล่า บางวันลูกดูเหนื่อย หงุดหงิดง่าย หรือตื่นยากผิดปกติ สัญญาณเหล่านี้บอกอะไรบ้าง มาดูกันค่ะว่าในแต่ละช่วงวัย ลูกต้องการการนอนมากแค่ไหนตามมาตรฐานสากลนะคะ
ทำไมชั่วโมงนอนถึงสำคัญ
การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักร่างกาย แต่คือเวลาที่สมองและร่างกายฟื้นฟูตัวเองอย่างแท้จริง ในช่วงที่ลูกหลับลึก ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ สมองยังประมวลผลและจัดเก็บความทรงจำที่ได้เรียนรู้ระหว่างวันด้วยค่ะ
เมื่อลูกนอนไม่เพียงพอเรื้อรัง ผลที่ตามมาไม่ได้มีแค่ความง่วง แต่รวมถึงสมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวน และพัฒนาการที่ช้าลงด้วย
ตารางชั่วโมงนอนตามวัย (อ้างอิง WHO และกรมอนามัย)
ตัวเลขด้านล่างนี้เป็นช่วงที่แนะนำโดยทั่วไป ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว เด็กแต่ละคนอาจต้องการนอนมากหรือน้อยกว่านี้เล็กน้อยได้ตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ
| ช่วงวัย | อายุ | ชั่วโมงนอนที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ทารก | 4–12 เดือน | 12–16 ชั่วโมง (รวมงีบกลางวัน) |
| เด็กเล็ก | 1–2 ปี | 11–14 ชั่วโมง (รวมงีบกลางวัน) |
| วัยก่อนเรียน | 3–5 ปี | 10–13 ชั่วโมง (รวมงีบกลางวัน) |
| วัยเรียน | 6–12 ปี | 9–12 ชั่วโมง |
| วัยรุ่น | 13–18 ปี | 8–10 ชั่วโมง |
หมายเหตุ: WHO และกรมอนามัยระบุว่าตัวเลขข้างต้นเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับเด็กส่วนใหญ่ในแต่ละวัย ลูกที่นอนน้อยกว่าขีดต่ำสุดเป็นประจำควรได้รับการปรึกษาจากกุมารแพทย์ค่ะ
สัญญาณที่บอกว่าลูกนอนไม่พอ
บางครั้งเด็กไม่รู้จักบอกว่าตัวเองง่วง แต่ร่างกายจะส่งสัญญาณออกมาค่ะ:
- ตื่นเช้าไม่ได้ ต้องปลุกซ้ำหลายรอบ
- หงุดหงิดง่าย หรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ง่วงตอนกลางวัน ทั้งที่เพิ่งตื่นมาไม่นาน
- สมาธิสั้น เรียนหนังสือไม่ค่อยได้เรื่อง
- ติดหน้าจอมากขึ้น เพราะความง่วงทำให้ต้องการสิ่งกระตุ้นจากภายนอก
ถ้าพบสัญญาณหลายข้อพร้อมกัน ลองปรับตารางนอนก่อนนะคะ แล้วดูว่าอาการดีขึ้นไหมภายใน 2 สัปดาห์ค่ะ
วิธีสร้างตารางนอนที่ใช้ได้จริง
ไม่มีสูตรสำเร็จที่เหมาะกับทุกบ้านค่ะ แต่มีหลักการที่ช่วยให้ตารางนอนลูกสม่ำเสมอได้:
กำหนดเวลานอนและเวลาตื่นให้แน่นอน ลองย้อนคำนวณจากเวลาที่ลูกต้องตื่น เช่น ลูกต้องตื่น 6 โมงเช้า และควรได้นอน 10 ชั่วโมง ก็ควรเข้านอนตอนสี่ทุ่มค่ะ
ทำซ้ำทุกวันรวมถึงวันหยุด นาฬิกาชีวภาพของลูกทำงานได้ดีที่สุดเมื่อนอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน แม้วันเสาร์-อาทิตย์ก็ควรเลื่อนเวลาไม่เกิน 30–60 นาทีค่ะ
สร้าง Bedtime Routine ที่สั้นและทำได้จริง ไม่ต้องซับซ้อนค่ะ แค่ 3–4 ขั้นตอนที่ทำในลำดับเดิมทุกคืนก็พอ เช่น อาบน้ำ → แปรงฟัน → อ่านนิทาน → ดับไฟนอน
จัดสภาพแวดล้อมห้องนอน ห้องที่เหมาะสมสำหรับการนอนควรเย็นสบาย มืดพอประมาณ และเงียบ ลองใช้ม่านกันแสงถ้าแสงจากภายนอกรบกวนลูก และเลือกหมอนและที่นอนเด็กที่รองรับสรีระได้ดีตามวัยค่ะ
ไม่ให้ลูกหิวหรืออิ่มเกินไปก่อนนอน ความหิวและความอิ่มมากเกินไปรบกวนการนอนได้ทั้งคู่ ถ้าลูกหิว ของว่างเบา ๆ เช่น นมอุ่นหรือผลไม้เล็กน้อยก็ช่วยได้ค่ะ
เรื่องการนอนกลางวัน
สำหรับเด็กเล็กวัยก่อนเรียน การงีบกลางวันเป็นส่วนหนึ่งของชั่วโมงนอนรวมที่ต้องการค่ะ แต่เมื่อลูกเข้าวัยเรียน การงีบกลางวันที่นานหรือดึกเกินไปอาจทำให้หลับตอนกลางคืนยากขึ้น
แนะนำให้งีบกลางวันไม่เกิน 20–30 นาที และไม่ช้ากว่า 14:00–15:00 น. นะคะ
สรุป
ชั่วโมงนอนที่พอเหมาะและสม่ำเสมอคือหนึ่งในสิ่งที่คุณแม่ทำให้ลูกได้ทุกคืนโดยไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเลยค่ะ เริ่มจากการดูตารางด้านบนว่าลูกควรได้นอนกี่ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ ปรับตารางให้เข้าใกล้ตัวเลขนั้นทีละวัน ไม่ต้องเปลี่ยนทันทีก็ได้นะคะ
อยากรู้เพิ่มเติมว่าการนอนดึกส่งผลต่อโกรทฮอร์โมนอย่างไร อ่านต่อได้ที่ ลูกนอนดึก = ตัวเตี้ยจริงไหม และถ้าอยากตรวจสอบส่วนสูงลูกว่าอยู่ในเกณฑ์ไหน ลองดูที่ เช็คส่วนสูงลูก ค่ะ ข้อมูลเรื่องการนอนทั้งหมดอยู่ที่ หมวดนอน นะคะ
คำถามที่พบบ่อย
- เด็กอายุ 3–5 ปีควรนอนกี่ชั่วโมง
- องค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมอนามัยแนะนำให้เด็กวัยก่อนเรียน (3–5 ปี) นอนหลับรวม 10–13 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงการนอนกลางวันด้วย
- วัยรุ่นควรนอนกี่ชั่วโมง
- วัยรุ่นอายุ 14–17 ปีควรนอนหลับ 8–10 ชั่วโมงต่อคืนตามคำแนะนำของ WHO แม้ว่าวัยรุ่นมักนอนดึกตามธรรมชาติของนาฬิกาชีวภาพ แต่ควรพยายามให้ได้ชั่วโมงที่เพียงพอ
- ลูกนอนกลางวันจนโต ดีหรือไม่ดี
- การนอนกลางวันดีสำหรับเด็กเล็กวัยก่อนเรียน แต่เมื่อลูกโตขึ้นเป็นวัยเรียน การนอนกลางวันที่นานเกินไปหรือดึกเกินไปอาจรบกวนการนอนกลางคืนได้ ควรให้นอนกลางวันไม่เกิน 30 นาที และไม่ช้ากว่าบ่ายสามค่ะ